‘คาดเบลต์แถวหลัง’ รั้งความสูญเสีย

คนไทยติดอันดับโลกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากความประมาท ทั้งง่วงแล้วขับ เมาแล้วขับ ลืมตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของยานพาหนะให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เช็กยาง ระดับน้ำในหม้อน้ำ รวมถึงการละเลยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถส่วนบุคคลหรือรถแท็กซี่ รถทัวร์ รถบัสก็ตาม
เข็มขัดนิรภัย หรือเบลต์ ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญช่วยป้องกันและบรรเทาอาการบาดเจ็บที่รุนแรง หรือสูญเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยเหตุนี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกรมการขนส่งทางบก จัดโครงการ “รณรงค์คาดเข็มขัดนิรภัยแถวหลัง” เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักร่วมกันต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และร่วมตอกย้ำมาตรการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ที่กำหนดให้ผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง
นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของการดำเนินงานด้านปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นอันดับต้นๆ ของโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงแนะนำการแก้ไขด้วยการใช้เข็มขัดนิรภัยซึ่งเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยที่ควรเพิ่มความเข้มข้น สอดคล้องกับผลสำรวจในปี 2559 ว่า มีผู้โดยสารที่นั่งตอนหน้าคาดเข็มขัดนิรภัยเพียง 60% เท่านั้น เห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังคงละเลยถึงความสำคัญของอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยออกกฎหมายให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยในทุกที่นั่ง เนื่องจากจะช่วยลดความรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุได้ถึง 34-40% เพราะจะเกิดแรงปะทะเทียบเท่ากับตกตึก 5 ชั้น และคนที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยอาจกระเด็นทะลุกระจกออกมานอกรถได้ในกรณีที่รถคันนั้นวิ่งมาด้วยความเร็วเพียง 60 กม.ต่อ ชม.
“มูลนิธิไทยโรดส์สำรวจภาพรวมผู้โดยสารรถแท็กซี่สาธารณะที่นั่งเบาะหลัง พบว่า มีผู้คาดเข็มขัดนิรภัยเพียง 3% เท่านั้น ในขณะที่มีผู้ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยถึง 97% สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่เฉพาะเพียงช่วงเทศกาลที่มีคนใช้รถใช้ถนนจำนวนมากเท่านั้น แต่ต้องสร้างความตระหนักในทุกวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง สสส.พร้อมสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อสังคม เพื่อหวังลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ลดการเจ็บป่วยและการสูญเสีย จึงได้เกิดกิจกรรมที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้เท่าทันอุบัติเหตุทางถนนขึ้น” กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าว
ขณะที่ นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) เครือข่ายที่ดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุและความปลอดภัยทางถนนที่เข้มแข็งของ สสส. อธิบายการขับเคลื่อนงานว่า ที่ผ่านมา สคอ.ทำงานร่วมกับเพื่อนภาคีมาโดยตลอด เช่น มูลนิธิเมาไม่ขับ มูลนิธิไทยโรดส์ เรียกได้ว่าเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมที่ก้าวไปพร้อมๆ กัน ทั้งฝ่ายนโยบายและภาคสังคม แผนต่อไปของการ “รณรงค์คาดเข็มขัดนิรภัยแถวหลัง” ของหน่วยงานจะกระตุ้นให้เกิดกลไกจังหวัดในการใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นผ่านเวทีคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน และประสานงานกับกองบังคับการตำรวจจราจรกลาง เพื่อขอความร่วมมือในการกวดขันผู้โดยสารรถสาธารณะหรือรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อเป็นการนำร่อง
ด้าน นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงมาตรการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารว่า บทลงโทษตามกฎหมายจราจรทางบกฯ ตามมาตรา 113 หากผู้โดยสารในรถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ รถแท็กซี่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะมีโทษปรับที่นั่งละไม่เกิน 500 บาท หากเป็นรถโดยสารขนาดใหญ่ อาทิ รถตู้โดยสาร รถทัวร์ รถบรรทุกสินค้า (ตามกฎหมายขนส่ง) หากไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ผู้ขับขี่มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท ส่วนผู้โดยสารมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ทั้งนี้ กฎหมายยังกำหนดไว้ด้วยว่าผู้ขับขี่ต้องคาดเข็มขัดและมีหน้าที่แนะนำให้ผู้โดยสารปฏิบัติตาม หมายความว่าผู้โดยสารทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัย
สำหรับตัวแทนกลุ่มแท็กซี่ไทยอินเตอร์เพื่อการท่องเที่ยว นายวิสุทธิ์ รุ่งโรจน์สกุลพร ผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่สาธารณะกว่า 20 ปี แสดงความคิดเห็นว่า ในฐานะผู้ใช้รถใช้ถนนต้องขอบคุณผู้สนับสนุนที่ทำให้เกิดโครงการเพื่อสังคมดีๆ เพราะคนส่วนใหญ่ยังละเลยการคาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อภาครัฐออกกฎหมายบังคับใช้อย่างชัดเจน ภาคสังคมก็ตอบรับการณรงค์ให้เกิดการกระตุ้นจิตสำนึกที่ดี ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารชาวไทยหรือต่างชาติ อีกทั้งทางกลุ่มฯ มีแนวทางให้ผู้ขับขี่ฝึกพูดภาษาอังกฤษพื้นฐานเพื่อใช้สื่อสารสำหรับชาวต่างชาติด้วยประโยคง่ายๆ สั้นๆ แต่ได้ใจความ ฟังแล้วเข้าใจว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง
“เป็นการพูดย้ำพร้อมๆ กับการใช้สื่อในรถ เช่น seat belt please, now have a new raw all seats. เพราะนอกจากจะเป็นชื่อเสียงของกลุ่มฯ แล้ว ยังเป็นชื่อเสียงของประเทศด้วย” โชเฟอร์วิสุทธิ์กล่าว
ขณะที่เสียงจากผู้ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน น.ส.พิมพ์ประวีณ์ สมยานุสรณ์ เล่าย้อนเหตุการณ์ 18 ปีที่แล้วว่า เดิมทีเป็นพนักงานบริษัทจิวเวลรี่แห่งหนึ่งในตำแหน่งประสานงานการผลิต วันเกิดเหตุบริษัทได้พาไปเลี้ยงสังสรรค์ ขากลับตนนั่งเบาะหลังบริเวณหลังคนขับโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย เมื่อรถพุ่งชนเกือกม้าบริเวณจุดกลับรถ แรงกระแทกทำให้ร่างตกลงมาตรงที่วางเท้าและเบาะนั่งด้านหน้าล้มลงทับ เพียงเสี้ยววินาทีจากที่เคยเป็นเสาหลักของครอบครัว กลับต้องเป็นผู้พิการ จากอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้กระดูกต้นคอหักทับเส้นประสาท ส่งผลให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตั้งแต่หัวไหล่จนถึงปลายเท้า
“หากในวันนั้นเลือกที่จะคาดเข็มขัดนิรภัย วันนี้คงไม่ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นวีลแชร์แบบนี้ อยากฝากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการคาดเข็มขัดนิรภัย” พิมพ์ประวีณ์บอก
แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น หากทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัย หยิบเบลต์ขึ้นมาคาด ไม่เพียงแต่ลดการบาดเจ็บและสูญเสียต่อตนเอง ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ร่วมทางอีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.